1.ศัลยกรรมจมูก

การผ่าตัดศัลยกรรมเสริมจมูกมีการใช้วิธีการในการผ่าตัดหลายวิธี ด้วยกัน โดยแบ่งได้ดังนี้ การผ่าตัดเสริมจมูกโดยใช้วิธีปลูกถ่ายเนื้อเยื้อของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น ไขมัน ผิวหนัง เนื้อเยื้ออ่อน กระดูกอ่อนหลังหู โดยเนื้อเยื้อเหล่านี้มีการเข้ากันได้เฉพาะตน ดังนั้นเนื้อเยื้อเหล่านี้ จึงไม่สามารถใช้กับบุคคลอื่นได้ นอกจากตัวผู้รับการผ่าตัดเท่านั้น การผ่าตัดเสริมจมูกด้วยวัสดุทางการแพทย์ เช่น ซิลิโคน (Silicone) , กอร์เท็กซ์ (Gore -Tex) ภายหลังการผ่าตัดด้วย ซิลิโคน (Silicone) จะมีการสร้างพังผืดหุ้มรอบเสมอ เสริมจมูก Siriwellness ใช้ซิลิโคนเสริมจมูกแบบ Supersofe Silicone เป็น ซิลิโคนมาตรฐานพิเศษ มีความบริสุทธิ์ถึง 100% มีความปลอดภัยและคุณภาพดี (Medical Grade Silicone) เป็นซิลิโคนสีขาว มีเนื้อซิลิโคนที่นิ่ม เนียน ละเอียดมาก และมีความยืดหยุ่นได้ดี การผ่าตัดเสริมจมูกแบบผสมผสาน คือ มีการใช้เนื้อเยื้อของตนเองและการใช้วัสดุทางการแพทย์ ผสมผสานในการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความต้องการของคนไข้ โดยแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าควรทำในกรณีใดจึงจะเหมาะสมที่สุด การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเสริมจมูก

มีข้อแนะนำให้ท่านปฏิบัติตามดังนี้
1. ประคบเย็นประมาณ 24 - 48 ชม. หลังจากนั้นถ้ามีรอยฟกช้ำให้ใช้น้ำอุ่นต่อ
2. นอนศีรษะสูง ประมาณ 45 องศา หรือใช้หมอนหนุน 2 ใบ
3. จมูกจะบวมประมาณ 2-3 วัน ในวันที่ 4 ก็จะเริ่มยุบ
4. หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด และของหมักดองให้งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ในช่วง 6-8 สัปดาห์
5. ให้มาพบแพทย์หลังการผ่าตัดประมาณ 2 อาทิตย์ ตามที่แพทย์นัด
โดยทั่วไปจมูกจะยุบบวมและเข้าที่ประมาณ 1 เดือน ดังนั้นต้องระมัดระวังพอสมควรเรื่องการโดน กระแทก และควรอยู่ห่างเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ เพราะรอเวลาเพื่อให้แท่งซิลิโคนถูกเนื้อจมูกห่อหุ้มให้แน่นมากๆ ก่อน (ประมาณ 3-6 เดือน) จึงจะสามารถทนแรงกระทบได้มาก แล้วคุณสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติพร้อมกับมีจมูกที่โด่งสวยอีกด้วย

2. การผ่าตัดปีกจมูก

การตัดปีกจมุกเป็นการตกแต่งบริเวณจมูกส่วนล่างให้มีความเหมาะสมกับบริเวณสันจมูก ปีกจมูก มี โครงสร้างที่สำคัญคือกระดูกอ่อน (Cartilage) มีลักษณะคล้ายเป็นแกนในของปีกจมูก ทำให้มีรูปทรงอยู่ได้ ถ้ามีความผิดปกติกับกระดูกอ่อน จะทำให้ลักษณะปีกจมูกผิดรูปด้วย จึงต้องแก้ไขโดยการผ่าตัดแก้ไขกระดูกอ่อน ปีก จมูกที่ใหญ่ รูจมูกที่กว้าง และปีกจมูกที่กางออกด้านข้างมากๆ สามารถผ่าตัดแก้ไขให้ดีขึ้นได้ แต่การลดขนาดปีกจมูก โดยมากมักจะแก้ไขเฉพาะส่วนปีกด้านข้าง ซึ่งมีผิวหนังและกล้ามเนื้อเท่านั้น ไม่มีกระดูกอ่อนและแผลผ่าตัดทั้งหมดจะซ่อนบริเวณขอบของปีกจมูก ทำให้เห็นแผลเป็นได้ยากมาก ข้อปฏิบัติตัวหลังทำ - หลังผ่าตัดไม่ต้องปิดแผลเนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ปิดแผลได้ยาก - ใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำเกลือเช็ดแผลและใช้ขี้ผึ้งทาแผลทาแผล 2 เวลา เช้า เย็น - นอนยกหัวสูง - นัดตัดไหม7-10 วัน การ ผ่าตัดตกแต่งปีกจมูกที่กว้างจะได้จมูกที่เรียวได้รูปทรงรับกับสันจมูก ลดรูจมูกที่ใหญ่ เพิ่มความลงตัวที่สวยงามให้กับใบหน้า เพียงการแก้ไขในจุดที่เล็กน้อย แต่ได้ประสิทธิผลเกินคุ้มจริงๆ

3.แก้ไขจมูก

โดยส่วนใหญ่แล้วหลังทำจมูกไปแล้วอาจเกิดปัญหาตามมาได้แต่ว่าปัญหาเหล่านั้นมีปัญหาอะไรและแพทย์จะแก้ไขได้อย่างไรกันบ้าง จมูกคดเอียง เนื่อง จากแท่งซิลิโคน แพทย์จะแก้ไขโดยเอาแท่งซิลิโคนเก่าออก และปรับช่องว่าง (Pocket) ใหม่ให้ตรงแนวกลางของจมูก แล้วใส่แท่งซิลิโคนใหม่ให้ หลังผ่าตัดแก้ไขจมูกคดเอียงควรใส่เฝือกจมูกไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ จะได้ไม่คดเอียงอีก จมูกสูง หรือต่ำเกินไป ปัญหานี้แพทย์จะแก้ไขโดยการผ่าตัด เพื่อปรับแต่งซิลิโคนใหม่ ทำให้ได้รูปและขนาดตามที่ต้องการ ปลายจมูกบางแต่ยังไม่ทะลุ ปัญหา นี้แก้ไขได้โดยแพทย์จะใช้เนื้อเยื่อบริเวณหลังใบหูด้านใดด้านหนึ่ง (Dermal-fat graft) หรืออาจจะมีส่วนกระดูกอ่อนของใบหู (Cartilageneus graft) แล้วแต่กรณีมาเสริมบริเวณเนื้อเยื่อปลายจมูก เมื่อเนื้อเยื่อใหม่อยู่ตัวแล้ว ปลายจมูกจะมีผิวหนังที่แข็งแรงขึ้น สำหรับแท่งซิลิโคนควรปรับเปลี่ยนใหม่ให้แรงกดไม่อยู่บริเวณปลายจมูกมากนัก จมูกที่มีแท่งซิลิโคนทะลุ กรณีนี้ต้องเอาแท่งซิลิโคนออก ปลายจมูกจะยุบตัวลงและมีรอยแผลเป็น จมูกมีการติดเชื้ออักเสบ มักจะพบในช่วง 1-2 อาทิตย์ หลักจากการเสริมจมูก จมูกจะมีอาการปวดบวม แดง ร้อน กรณีนี้ต้องเอาแท่งซิลิโคนออกก่อน เมื่ออาการอักเสบหายหมดจึงจะใส่แท่งซิลิโคนใหม่ได้

4.แต่งปลายด้วยกระดูกอ่อนหลังหู

เทคนิคการผ่าตัดเสริมจมูกที่มีความเป็นมาตรฐานอยู่แล้วแต่เทคนิคที่สามารถพัฒนาให้ก้าว หน้ามากขึ้นได้คือบริเวณกระดูกอ่อนปลายจมูกโดยเทคนิคการควบคุมกระดูกอ่อน ปลายจมูกแบ่งออกเป็นสามลักษณะด้วยกันได้แก่ เทคนิคที่หนึ่งคือการใช้กระดูกอ่อนมาเสริมปลายจมูกเพื่อทำเป็นทรงหยดน้ำ ด้วยการเสริมลงไปตรงเนื้อเยื่อปลายจมูกส่วนที่พ้นจากซิลิโคนออกมาโดยทำเป็น ฝาครอบซิลิโคนเอาไว้เพื่อไม่ให้ซิลิโคนดันมาชนเนื้อแรงกดดันจากซิลิโคนจะไม่ กดโดนผิวหนังแต่จะกดโดนกระดูกอ่อนซึ่งจะเป็นตัวรับแรงกดของซิลิโคนเอาไว้แทน จึงเป็นการป้องกันการทะลุของซิลิโคนทำให้ผิวปลายจมูกไม่ดูบางใสไม่แดงและทำ ให้จมูกดูสวยเป็นธรรมชาติ เทคนิคที่สองคือการตัดแต่งกระดูกอ่อนปลายจมูกโดยการผ่าตัดเปิดจมูก (Open Rhinoplasty ) แล้วเข้าไปควบคุมกระดูกปลายจมูกโดยการตัดแต่งกระดูกอ่อนให้มีขนาดเล็กลง แล้วเย็บให้สูงขึ้นเพื่อให้ปลายแคบเล็กลงสำหรับซิลิโคนใช้เสริมเฉพาะด้านบน ที่เป็นสันจมูกเท่านั้นแล้วนำกระดูกอ่อนจากหลังหูมาทำเป็นฝาครอบบนซิลิโคน อีกครั้งก็จะทำให้จมูกมีรูปทรงที่สวยงามขึ้นได้ใช้ในกรณีที่คนไข้มีปลายจมูก ใหญ่กว้างหรือปลายจมูกแตกออกเป็นสองยอดและตรงกลางเป็นหลุม เทคนิคที่สามเสริมปลายจมูกด้วยกระดูกอ่อนร่วมกับการต่อขากลางหรือผนัง กั้นกลางจมูกให้มีความยาวมากขึ้นซึ่งจะทำให้จมูกดูยาวขึ้นเทคนิคนี้เป็น การใช้ซิลิโคนเสริมจะทำให้เกิดพังผืดโดยรอบทำให้เนื้อเยื่อหดตัวและเกิดแรงดันซึ่ง ทำให้จมูกทะลุแต่ถ้าเป็นจมูกของคนไข้เองเนื้อเยื่อจะสามารถยึดตามได้เมื่อมี การยืดขากลางจมูกให้ยาวขึ้นร่วมกับการเสริมปลายด้วยกระดูกอ่อนจึงทำให้จมูก ได้ทรงสวยงามดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

5.เสริมหน้าอก

การเสริมหน้าอกเป็นการผ่าตัดเพื่อเพิ่ม ขนาดของเต้านมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งการเพิ่มขนาดหน้าอกนี้ก็ช่วยให้รูปร่างดีขึ้น หรือ เพื่อเป็นการ เพิ่มขนาดของเต้านมหลังจากมีบุตร หลังการให้นมบุตร เต้านมอาจจะมีการหย่อนคล้อย เพื่อแก้ไขขนาด ที่แตกต่าง ของเต้านมทั้งสองข้าง สามารถแก้ไขรูปทรงที่ผิดปกติ โดยใช้ซิลิโคนเหลวสำหรับเสริมหน้าอก (Silicone Gel Implants) คือ เจลอิลาสตินที่บรรจุอยู่ในถุงซิลิโคน หรือสารที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่นแบบยางธรรมชาติ มีลักษณะของ เปลือกอาจจะเป็นผิวเรียบ หรือผิวขรุขระ ซึ่งซิลิโคลเจลจะมีขนาดที่แตกต่างตามความต้องการของคนไข้ หลังเสริมหน้าอกสามารถให้นมบุตรได้ โดยไม่มีอันตรายต่อเด็ก เนื่องจากซิลิโคนที่มีมาตรฐานจะไม่มีการรั่วซึมออกมา แล้วแทรกซึมเข้าสู่น้ำนมได้ ทางsiriwellness เลือกใช้ซิลิโคนที่มีมาตรฐานผ่านการรับรองจาก องค์การอาหารและยา(อ.ย.) ทั้งของอเมริกาและไทย ซึ่งผลิตได้มาตรฐานสูง เท่านั้น การใช้ซิลิโคนที่ดี ลดปัญหาซิลิโคนรั่ว นมแข็งผิดรูป ในอนาคตได้ ก่อนผ่าตัดแพทย์จะให้คำแนะนำในการเลือกขนาด เต้านม ว่าต้องการขนาดใหญ่เท่าไร (กี่ cc.) การเลือกขนาดต้องคำนึงถึง 1. เนื้อนม ว่ามีมากพอที่จะรองรับซิลิโคนได้หรือไม่ ถ้าเนื้อนมน้อยใส่ซิลิโคนใหญ่ก็จะทำให้คลำเจอขอบซิลิโคนได้ ทำให้ไม่เป็นธรรมชาติ 2. ความกว้างของช่วงไหล่ ความสูงของผู้มาเสริม 3. เป้าหมาย ที่ผู้มาเสริมต้องการว่าอยากได้ใหญ่แค่ไหน ข้อดีคือ • ดูเป็นธรรมชาติ สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ • การใช้วัสดุชนิดนี้นั้นหลังผ่าตัดเสร็จแล้ว พักเพียง 1 คืนก็สามารถกลับไปทำกิจกรรมได้ตามปกติ • หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาจอยู่กับตัวได้ในระยะยาว • ไม่เสี่ยงต่อโรคมะเร็ง การผ่าตัด • โดยการสอดผ่านรักแร้ การผ่าตัดผ่านทางปานนม และการผ่าที่ฐานหน้าอก (แต่วิธีการนี้อาจทิ้งรอยแผลเป็นได้บ้าง) แผลผ่าตัดเสริมหน้าอก นั้นจะกำหนดไว้ตรงใด ? แผลใต้ราวนม ข้อดี 1. ผู้ทีมีเต้านมคล้อยเล็กน้อยอาจจะปิดได้ดี แทบมองไม่เห็นแผล 2. ฟื้นตัวได้เร็วกว่าการเสริมผ่านรอยพับใต้รักแร้ ข้อเสีย คนที่เกิดแผลเป็นนูน(คีรอยด์)ง่าย แผลอาจจะมีสีเข้มจากการเสียดสีขอบบราได้ แผลซ่อนในรอยพับของรักแร้ ข้อดี 1.เมื่อแผลหายจะเห็นรอยน้อยมาก ถ้าเป็นคีรอยด์ง่าย อาจมีเล็กน้อยหรือกลืนไปกับรอยพับรักแร้ 2.ไม่ผ่านและไม่ทำลายเนื้อเยื่อเต้านม ลดโอกาสการติดเชื้อ ข้อเสีย 1. เป็นการเลาะโพรงจากระยะไกล ดังนั้นหากต้องการแก้ไขฐานนม หรือแก้ไขระดับใต้ราวนม ร่วมด้วย อาจทำได้ลำบากกว่าแผลที่อื่น 2. การยกแขนสูง อาจจะฟื้นตัวได้ช้ามาก แผลขอบปานนม ข้อดี ทำร่วมกับการตกแต่งแก้ไขปานนม ในรายที่ต้องการแก้ไขได้เลย ข้อเสีย ต้องลงแผลผ่านเนื้อเต้านมอาจมีโอกาสติดเชื้อจากท่อน้ำนมได้ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด เตรียม เสื้อเชิ้ตหลวมติดกระดุมหน้า เพื่อให้ใส่สะดวกในวันออกจากโรงพยาบาล แผ่นซิลิโคนปิดหัวนม (ซื้อได้จากร้านขายชุดชั้นในที่ห้างสรรพสินค้า ) • ไม่จำเป็นต้องเตรียมบราก่อนผ่าตัด เนื่องจากขนาดยังไม่คงที่ • งดยาหรืออาหารเสริมที่ไม่จำเป็นทุกชนิด 1 สัปดาห์ • งดยา Aspirin หรือชนิดที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด, พริมโรสออยล์ 1 สัปดาห์ • งดยา Isotretinoin หรือ Acnotin ที่ใช้รักษาสิว ควรงดอย่างน้อย 1 –2 สัปดาห์ • พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงโอกาสติดเชื้อไข้หวัด ซึ่งอาจจะทำให้มีเสมหะมากไม่สามารถดมยาสลบได้ • อาบน้ำ สระผมให้สะอาด ในคืนก่อนผ่าตัด • ในวันนัดผ่าตัด ให้งดน้ำ งดอาหารหลังเที่ยงคืน หรือก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด การดูแลหลังผ่าตัด ได้แก่ 1. การใส่บรา บราที่ เลือกซื้อขนาดที่พอดี ใส่สบาย ในวันที่สามหลังผ่าตัดหลังจากที่สามารถเคลื่อนไหวได้คล่อง ไม่มีอาการปวด ตอนกลางคืนสามารถโนบราได้ 2. ท่านอน นอนหงายปกติ ไม่จำเป็นต้องนั่งนอน ตะแคงได้ปกติ งดนอนคว่ำ 3 เดือน 3. การป้องกันแผลเป็นนูน การดูแลแผลเป็น • ปิดแผ่นซิลิโคนที่แผลเพื่อลดโอกาสเกิดแผลนูนเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน • สังเกตดูแผลบ่อยๆ อย่างน้อย 2 ปี หากเกิดรอยแผลนูนต้องรีบปรึกษาแพทย์ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก งดออกกำลังกาย 1 เดือน 6. การตั้งครรภ์และให้นมบุตร หลังผ่าตัด 3 เดือน สามารถให้ตั้งครรภ์ได้ การให้นมบุตรให้ได้ตามปกติ เพราะการเสริมไม่เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำนมซิลิโคนจะอยู่ชั้นลึกกว่า 7. การตรวจมะเร็งเต้านม ตรวจมะเร็งได้ตามปกติ สามารถทำ Mammogram (X-ray เต้านม) ได้การเสริมหน้าอกไม่กระตุ้นให้เกิดมะเร็ง 8. การับประทานอาหาร ควรงดแอลกอฮอล์ 1 เดือน หลังผ่าตัด ท่านจะรู้สึกตึงปวดได้ บ้างประมาณ 2-3 วัน หลังผ่าตัดเสริมหน้าอกแล้ว รูปร่างของเต้านมจะดูเป็นธรรมชาติประมาณ 1-2 เดือน ท่านอาจจะต้องนวดเต้านมที่เสริมตามคำแนะนำของแพทย์อีกประมาณ 3-6 เดือน

6.ตาสองชั้น

การทำศัลยกรรมตกแต่งทำตาสองชั้น เป็นการผ่าตัดเอาไขมันและหนังตาที่เป็นส่วนเกินออก โดยแพทย์จะใช้เทคนิคพิเศษเพื่อให้เกิดรอยพับที่ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ในการทำตา 2 ชั้นก็อาจพบผลข้างเคียงได้บ้าง เช่น มีอาการฟกช้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่จะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก ซึ่งในการผ่าตัดก็ต้องมีอาการฟกช้ำบวมเป็นธรรมดา แต่หากคุณดูแลได้อย่างถูกต้อง เพียงแค่ 2 - 3 สัปดาห์ รอยฟกช้ำก็จะหายไปหมดเกลี้ยงไม่เหลือร่องรอยให้สังเกตได้ โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดทำตา 2 ชั้นมีด้วยกันสองวิธีคือ 1. การผ่าตัดโดยการกรีดชั้นของหนังตา 2. การเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตา ความแตกต่างของสองวิธีนี้ ก็คือ การผ่าตัดด้วยวิธีการกรีดชั้นหนังตา นั้น เป็นการผ่าตัดโดยการใช้มีดผ่าตัด หรือใช้แสงเลเซอร์ กรีดเปิดผิวหนังตาตั้งแต่หัวตาไปจนถึงหางตา ซึ่งตำแหน่งของรอยกรีดโดยมากแล้วก็เป็นตำแหน่งของชั้นตาที่คนไข้ต้องการ การผ่าตัดแบบธรรมดาด้วยมีดผ่าตัด ร่วมกับการใช้ปลายเข็มไฟฟ้า ที่มีปลายคมมาก เป็นวิธีที่แพทย์มักนิยมใช้ ส่วนการกรีดลงบนผิวหนังที่เปลือกตาจะยาวมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่เทคนิคการ ผ่าตัด เมื่อเย็บปิดแผลที่กรีดนั้นก็จะมีการสร้างชั้นหนังตาขึ้นมาใหม่เป็นตา 2 ชั้น ส่วนวิธีที่สองคือ การเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตา เป็น วิธีที่ใช้ได้สำหรับผู้ที่มีลักษณะเปลือกตาชั้นเดียวที่ไม่มีไขมันมากและ หนังตา ไม่หย่อนยานตกลงมากเกินไป เนื่องจากไม่สามารถเอาไขมันและผิวหนังส่วนเกินออกไปด้วยได้ การทำตาสองชั้นก็เพียงแต่เย็บร้อยไหมเข้าไปที่เปลือกตา อาจจะเป็นสองจุดหรือสามจุดก็ได้ แผลหายภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งวิธีนี้เป็นการผ่าตัดโดยวิธีร้อยไหมอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ไหมที่ร้อยไว้อาจหลุดได้ หรือบางครั้งจะเป็นจุดบุ๋มอยู่ช่วงหนึ่ง บางครั้งก็เลยดูไม่ค่อยจะธรรมชาติเท่าไหร่ แต่มีข้อดีคือ มีอาการบวมไม่มากนัก และไม่ต้องมาคอยระวังเรื่องแผล เพราะเป็นจุดเย็บที่เปลือกตาเท่านั้น ข้อควรปฏิบัติหลังทำศัลยกรรมตา 2 ชั้น 1. หลังการผ่าตัดทำตาสองชั้น 3 วันแรก โดยเฉพาะวันแรกหลังการผ่าตัด ควรประคบเย็นบริเวณรอบดวงตาและหน้าผาก เพื่อให้หลอดเลือดหดตัว ช่วยลดอาการบวม 2. หลังการผ่าตัด 1 สัปดาห์ควรนอนยกศีรษะสูง เพื่อช่วยลดอาการบวมของแผลบริเวณผ่าตัด 3. หลัง ผ่าตัดตาสองชั้น ห้ามแผลผ่าตัดโดนน้ำ 2 วัน สามารถทำความสะอาดโดยใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำเช็ดทำความสะอาด วันที่ 3 สามารถล้างหน้าได้ตามปกติ แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนแผล 4. หลังทำความสะอาด ทาขี้ผึ้งเคลือบบริเวณแผล 5. หลังผ่าตัดควรหลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ 6. หลังผ่าตัดทำตาสองชั้น 7 วัน แพทย์จะนัดหมายเพื่อเข้ามาตัดไหม 7. งดรับประทานอาหารรสจัด ของหมักดอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี 1 เดือนหลังการผ่าตัด 8. ระวังไม่ให้บาดแผลกระทบกระเทือน และไม่ควรใช้มือขยี้ตาเด็ดขาด 9. ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง และมาพบแพทย์ตามกำหนด

7.แก้ไขหนังตาตก

ภาวะหนังตาตก เป็นภาวะที่ระดับเปลือกตาตกลงมาต่ำกว่าระดับปกติ ไม่เพียงกระทบในแง่ความสวยงาม ยังกระทบถึงบุคลิกภาพด้วย เพราะคนไข้ต้องใช้แรงจากกล้ามเนื้อหน้าผากในการพยายามดึงหนังตาขึ้นเพื่อจะ ได้มองเห็นได้ชัด ๆ หรือบางท่านต้องแหงนหน้าขึ้นจึงจะมองเห็นชัด หนังตาตกเกิดได้อย่างไร? ภาวะ หนังตาตก เกิดจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเปิดเปลือกตามีกำลังน้อยกว่าปกติ หรือมีไม่เท่ากัน ซึ่งจะทำให้หนังตาตกข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ ในทางการแพทย์จำแนกความผิดปกติออกได้เป็นสองอย่าง คือ ชนิดที่เป็นมาแต่กำเนิด ในกรณีนี้เกิดจากกล้ามเนื้อเปิดตาพิการ ซึ่งมีความรุนแรงได้หลายระดับ ตั้งแต่ไม่มีกล้ามเนื้อที่เปิดตาเลยไปจนถึงมีกล้ามเนื้อเปิดตาแต่อ่อนกำลัง ส่วนอีกชนิดหนึ่งเป็นชนิดที่เกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งเกิดได้หลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อย คือ เป็นไปตามอายุที่มากขึ้น หรือมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น ร่วมกับความผิดปกติของระบบประสาท, มีโรคทางระบบกล้ามเนื้อและฮอร์โมน หรือเกิดจากอุบัติเหตุต่าง ๆ หรือมีเนื้องอกที่บริเวณลูกตา เป็นต้น เมื่อ ประเมินระดับความรุนแรงแล้ว ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนการผ่าตัด เริ่มจากกลุ่มที่มีระดับความรุนแรงน้อยก่อนซึ่งจะมีหลักการคือ แพทย์จะช่วยทำให้เปลือกตาที่ตกลงมามีระดับเท่าหรือใกล้เคียงกับด้านที่ปกติ ในกรณีที่เป็นทั้งสองข้าง แพทย์จะจัดระดับเปลือกตาให้มีระดับที่เป็นปกติทั้งสองข้าง โดยวิธีการก็คือ การแก้ไขกล้ามเนื้อเปลือกตาให้มีความตึงขึ้น ซึ่งอาจจะใช้การตัดกล้ามเนื้อให้สั้นลง หรือเย็บม้วนกล้ามเนื้อให้สั้นลงก็ได้ หลัง การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ ในระยะแรกเปลือกตามักจะมีระดับสูงกว่าปกติเล็กน้อย โดยมีรอยแผลอยู่ที่ร่องหนังตาสองชั้น และเมื่อผู้ป่วยหลับตาอาจจะพบว่าเปลือกตาจะยังเปิดอยู่เล็กน้อย เนื่องจากความตึงของกล้ามเนื้อเปลือกตาที่ตัดเย็บเอาไว้เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1-2 เดือนทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง ส่วนการผ่าตัดในกรณีรุนแรงมาก แพทย์จะอาศัยกล้ามเนื้อหน้าผากที่ทำหน้าที่ยกคิ้วเข้ามาช่วยในการเปิดเปลือก ตา ทดแทนการที่กล้ามเนื้อเปลือกตาไม่มีกำลังเปิดตาได้ด้วยตัวเอง ซึ่งแพทย์อาจใช้เส้นเอ็นเทียมหรือเส้นเอ็นแท้จากส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย หรือ อาจจะใช้วิธีเลื่อนกล้ามเนื้อหน้าผากลงมาโดยตรงเลยก็ได้ การ ผ่าตัดแก้ไขภาวะหนังตาตกเป็นการผ่าตัดที่ไม่ยุ่งยาก อาศัยเพียงแค่ยาชาฉีดเฉพาะที่เปลือกตา อาจจะให้ยาคลายกังวลเพื่อลดความกลัวร่วมด้วย หลังผ่าตัดถ้าฤทธิ์ยาชาคลายแล้วก็สามารถกลับบ้านได้เลยโดยไม่ต้องนอนพักค้างคืน หลัง การผ่าตัดจะมีอาการปวด บวม หรือฟกช้ำได้ ซึ่งเป็นอาการตามปกติ ควรใช้น้ำเย็นประคบในช่วงแรกเพื่อลดอาการบวม ที่ต้องระมัดระวังก็คือ การเกิดตาแห้งเนื่องจากตาปิดได้ไม่สนิท จึงควรใส่ยาขี้ผึ้งหรือหยอดน้ำตาเทียมตามที่แพทย์จัดให้อย่างเคร่งครัด ส่วนระดับตาที่แพทย์จัดไว้จะคงที่เมื่ออาการบวมยุบลง และการขยับตัวของกล้ามเนื้อเข้าสู่ภาวะปกติแล้วซึ่งมักจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน

8.การตัดถุงไขมันใต้ตา

ถุงไขมันที่อยู่ในเบ้าตาของเราทุกคนนั้น มีมาแต่กำเนิด แต่ที่เรามองไม่เห็นว่ามันเป็นก้อนหรือเป็นถุงตุงออกมานั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อที่เปรียบเสมือนผนังของหนังตานั้นกั้นไว้อยู่ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้นหรือกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ปกปิดไขมันถุงใต้ตาอ่อนล้าลงจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ก้อนไขมันนั้นก็จะดันผนังที่อ่อนแอออกมาให้เห็นชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ พันธุกรรม การอดนอนหรือการใช้สายตาที่มากเกินไปก็มีส่วนที่ทำให้ผนังกล้ามเนื้อนี้อ่อน ล้าลงได้เร็วขึ้น งานผ่าตัดถุงไขมันใต้ตาที่นี่ทำโดยศัลยแพทย์ตกแต่ง มีความชำนาญ ไม่ตัดหนังตามากเกินไป สามารถนอนหลัยตาได้อย่างสนิท การตัดถุงไขมันใต้ตาจะทำให้ดูอายุน้อยลง สวยขึ้น เป็นงานถาวรแบบเป็นธรรมชาติ ไม่หลอกตา การแก้ไขสามารถทำได้ 2 วิธี 1. ในกรณีที่เกิดในคนที่อายุยังน้อย หนังตาล่างไม่หย่อนมาก สามารถทำได้โดยการเจาะออก จากด้านในเปลือกตา ไม่มีแผล ภายนอกให้เห็น 2. ในกรณีที่มีตาล่างตุ่ยๆ และหนังส่วนเกิน ร่วมด้วยต้องผ่าตัดหนังตาที่หย่อนออก ทำให้มีแผลให้เห็นจากภายนอก ในกรณีนี้ต้องตัดไหม เมื่อครบ7วัน และรอยุบบวมประมาณ1-3สัปดาห์ การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด -งดยาที่มีผลต่อการหยุดไหลของเลือดหรือยาที่เร่งการไหลของเลือดเช่นยาแอสไพริน ยาสลายลิ่มเลือด -งดวิตามิน อาหารเสริม คอลลาเจน และยาบำรุงก่อนการผ่าตัด 7-10 วัน -พักผ่อนให้เพียงพอ วิธีการดูแลหลังการผ่าตัดถุงไขมันใต้ตา หลังการผ่าตัดถุงไขมันใต้ตาควรประคบเย็นบริเวณหน้าผากและรอบดวงตา ในช่วง 2 วันแรก คนไข้ควรนอนยกศีรษะสูงไว้ เพื่อที่จะช่วยลดอาการบวมจากการคั่งของเลือด คนไข้ควรรับประทานยาแก้อักเสบ ยาลดบวม และทายาขี้ผึ้งเคลือบที่แผลตามที่แพทย์สั่ง คนไข้ควรงดการใช้สายตาในช่วงแรกๆ เช่น อ่านหนังสือ ดูทีวี เพราะอาจจะทำให้แผลอักเสบและหายได้ชากว่ากำหนด หลังการผ่าตัดถุงไขมันใต้ตาผู้ที่จำเป็นที่จะต้องใส่คอนแทคเลนส์ ให้เปลี่ยนมาใส่แว่นแทนในช่วงสัปดาห์แรก หรือจนกว่าอาการบวมจะหาย เพราะการใส่คอนแทคเลนส์อาจทำให้แผลผ่าตัดแยกจากการดึงเปลือกตาขณะใส่ได้

9.ตกแต่งริมฝีปาก

การทำศัลยกรรมตกแต่งริมฝีปากบาง ปากกระจับ ปัจจุบันเคยเป็นกระแสนิยมอย่างมากในบ้านเรา เพราะหลายคนมองว่า ริมฝีปากบาง ทำให้ใบหน้าดูอ่อนหวานมีเสน่ห์ ดังนั้นการตกแต่งริมฝีปาก โดยเฉพาะริมฝีปากบน ไม่เพียงนิยมทำในคนที่มีริมฝีปากหนาเท่านั้น บางคนที่มีขนาดริมฝีปากปกติแต่ไม่ได้รูป ก็มาตกแต่งริมฝีปากให้ดูเข้ารูปขึ้น เช่น การทำปากรูปเป็นปีกนกหรือรูปปากกระจับ บางคนมองว่าจะทำให้ดูเหมือนคุณมีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะที่มีอารมณ์ปกติ โดยทั่วไป แพทย์จะพยายามซ่อนแผลเป็นให้อยู่ในเนื้อเยื่ออ่อนด้านในของริมฝีปาก ทำให้มองไม่เห็นแผลเป็นเวลายิ้มเมื่อทำเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้เลย หลังผ่าตัดแผลจะบวมประมาณ 1 อาทิตย์ และไม่ต้องตัดไหม การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด 1. งดยาแก้ปวดกลุ่ม Aspirin 7 - 10 วันก่อนผ่าตัด 2. สมุนไพรบางชนิด เช่น อีฟนิ่งพริมโรส ยาวิตามินอีปริมาณสูง 3. ควรแจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่รับประทานประจำให้แพทย์ทราบล่วงหน้า การปฎิบัติตัวหลังผ่าตัด • หลังจากรับการรักษา ควรประคบเย็นใน 24 ชั่วโมงแรก • ควรระวังไม่ให้แผลถูกน้ำ • ล้างแผลทุกวันจนถึงวันตัดไหม • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง • ควรงดบุหรี่ และแอลกอฮอล์หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์ • ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ และงดของร้อนจัดหรือเผ็ดจัด • ควรทำความสะอาดช่องปากด้วยการแปรงฟันหรือบ้วนปากหลังจากรับประทานอาหารทุกมื้อ

10.ดึงหน้า

ปัจจุบันนับได้ว่าเป็นการผ่าตัดที่ได้ผลดีมาก และมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง การดึงหน้านอกจากจะทำให้ผิวหน้าของคุณดูเต่งตึงขึ้นแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองได้อีกด้วย การดึงหน้า คือ การตัดหนังที่เหี่ยวย่นออกไปเพื่อให้ผิวหน้าตึงขึ้น ซึ่งผิวที่เหี่ยวย่นนั้นเกิดจากอายุที่มากขึ้น, กรรมพันธุ์, หรือสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของผิวเมื่อมีอายุจะต่างกันแล้วแต่เนื้อเยื่อ และการดูแลผิวพรรณของแต่ละคนด้วย ใบหน้าก็เช่นกันจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ดูอายุมากขึ้นใน 2 ส่วน 1. การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง จะเกิดรอยย่น เกิดการหย่อนยานของผิวหนังและเกิดจุดด่างดำขึ้นที่ใบหน้า 2. การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง โดยเนื้อบริเวณแก้มจะเคลื่อนลงล่างทำให้ร่องแก้มชิดขึ้น เกิดการหย่อนของเนื้อเยื่อใต้ต่อกราม และการหย่อนของกล้ามเนื้อที่คอ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด *สระผมก่อนผ่าตัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ *ผู้ที่มีความดันสูงต้องควบคุมให้ปกติก่อนผ่าตัด 2 สัปดาห์ *งดสูบบุหรี่ และงดยาแอสไพริน 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด *สำหรับผู้ที่จะวางยาสลบต้องงดน้ำ งดอาหารก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง การผ่าตัด มักนิยมผ่าตัดโดยใช้การดมยาสลบมากกว่าการฉีดยาชาเฉพาะที่ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนั้นขั้นตอนในการเตรียมคนไข้ให้พร้อมก่อนการผ่าตัดเพื่อความปลอดภัยแก่คนไข้จึงมีความสำคัญมาก สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว บางอย่างที่มีผลต่อการดมยาสลบ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ หลังผ่าตัดจะมีแผลผ่าตัดที่หนังศีรษะ บริเวณหน้าหูและหลังหู โดยหลังจากแผลหายแล้วรอยแผลจะมีน้อย ถ้าไม่สังเกตจะไม่เห็นรอยแผล ถ้ามีไขมันใต้คางมากสามารถดูดหรือตัดไขมันใต้คางร่วมกับการผ่าตัดดึงหน้าได้ การดูแลหลังผ่าตัด 1. นอนยกศีรษะสูงเพื่อลดอาการบวม 3. ตัดไหมหลังผ่าตัดแล้ว 7-10 วัน 4. หลังการผ่าตัดโดยทั่วไปก็มักจะไม่มีอาการผิดปกติอะไร อาจมีปวดแผลผ่าตัดบ้างแต่ก็สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยยาแก้ปวด 5.ประคบเย็นที่ใบหน้า การประคบเย็นยังช่วยป้องกันอาการบวมที่อาจจะเกิดขึ้นจากการผ่าตัดได้อีกด้วย (หากไม่มีปัญหาใดๆ อาการบวม หรือฟกช้ำก็มักจะหายสนิทในเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยปกติภายหลังการดึงหน้า ความตึงของผิวหน้ามักจะอยู่ได้นานหลายปีเดียว แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคนไข้ด้วย ดังนั้นบางรายหลังการผ่าตัดดึงหน้าครั้งแรกแล้ว 5 - 10 ปี อาจต้องการผ่าตัดอีกเป็นครั้งที่สองหรือที่สามการผ่าตัดดึงหน้าครั้งที่สองจะมีแผลที่เดิมที่เคยผ่าตัดครั้งแรกแต่ในรายละเอียดจะแตกต่างกันบ้าง โดยการผ่าตัดจะยากกว่าครั้งแรก เนื่องจากมีผังผืดเกิดขึ้น หลังการผ่าตัดครั้งแรกและชั้นของไขมันที่ใบหน้าจะบางลง โดยเฉพาะการผ่าตัดดึงหน้าครั้งที่สองหลังจาก 1 ปี ไปแล้ว การผ่าตัดดึงหน้าครั้งที่สองมักเป็นผู้ที่มีอายุมาก ดังนั้นก่อนผ่าตัด ต้องเตรียมตัวมากกว่าปกติ โดยผู้ที่มีความดันโลหิตสูง, เป็นเบาหวาน หรือเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จะต้องคุมโรคเหล่านี้ให้ดีก่อนผ่าตัด สรุปแล้วการผ่าตัดดึงหน้าครั้งที่ 2 หรือ 3 สามารถทำได้โดยผลที่ได้และความปลอดภัยจะใกล้เคียงกับการผ่าตัดครั้งแรก

11.ดูดไขมัน

Body Tite เทคโนโลยีล่าสุดในการดูดไขมัน ซึ่งปัจจุบันนี้ เป็นที่ยอมรับของวงการแพทย์ในระดับสากลแล้วว่า Body Tite เป็นนวัตกรรมที่เห็นเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพในการ "ดูดไขมัน" นอกจากจะทำการสลายไขมันพรอมการดูดไขมันแล้ว ยังทำให้กระชับเนื้อผิวที่หย่อนยานในครั้งเดียวที่ทำการรักษา ไม่ต้องกลับมาทำคอร์สกระชับซ้ำหลังทำการดูดไขมัน โดยการใช้พลังงาน RF (Radio Frequency) ส่งผ่านท่อขนาดเล็ก Cannula ขนาด 1-3 mm ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ไม่ทำให้เกิดแผลใหญ่ เมื่อนำ Body Tite เข้าไปในชั้นไขมันจะทำการละลายไขมันให้เป็นน้ำเพื่อ "ดูดไขมัน" ส่วนเกินทิ้งไป ในการ ดูดไขมัน ด้วย Body Tite จึงเป็นการดูดไขมันที่เห็นผลได้จริง ชัดเจน ทั้งยังให้ผลสูงสุดในการรักษา โดยสามารถ ดูดไขมัน ออกได้ในปริมาณมากในการทำเพียงครั้งเดียว หลังการทำ Body Tite จะไม่ทำให้เกิดเป็นพังผืดรัดตัว ผิวบริเวณที่ทำการ ดูดไขมัน เรียบเนียน กระชับ เพราะนอกจากเป็นวิธีที่อ่อนโยนแล้ว ยังมีหัวของคลื่นความร้อนช่วยกระชับผิวหนังส่วนบนไปในตัวด้วยระหว่างการทำดูดไขมันด้วย Body Tite สามารถ Coagulation ห้ามเลือดไปด้วยขณะทำการ ดูดไขมัน เพื่อลดการสูญเสียเลือดระหว่างการรักษา ไขมันสามารถสลายและดูดออกมาได้ในปริมาณมากมีเลือดเจือปนน้อย เมื่อเทียบกับเทคโนโลยี การ "ดูดไขมัน" แบบเก่าๆอาทิ เช่น Vaser , Liposuction เป็นต้น วิธีดูแลหลังการรักษาด้วยโปรแกรมดูดและสลายไขมัน ด้วย Body Tite *หลังดูดไขมันสามารถกลับมาดูแลรักษาที่บ้านโดยไม่ต้องพักฟื้นแต่อย่างใด *ไม่ควรให้แผลที่ทำการดูดไขมัน โดนน้ำจนกว่าแผลจะปิดสนิท *ใส่ชุดกระชับต่อเนื่อง ตลอดเวลา ในช่วง 1 เดือนแรก (ยกเว้นอาบน้ำ) เพื่อให้ผิวและกล้ามเนื้อบริเวณนั้นแน่นเร็วยิ่งขึ้น (ด้วยเครื่องอื่นอาจจะต้องใส่ชุดยกกระชับนานหลายเดือน) *รับประทานยาที่แพทย์จ่ายให้จนครบ *เข้าพบแพทย์หลังทำการรักษา ตามกำหนด ผลการรักษาที่ประทับใจ *สามารถลดน้ำหนักจากเดิมได้ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่สลายไขมันได้มาก เช่นหน้าท้อง *สามารถกำจัดและสลายไขมันโดยไม่จำกัด โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำก่อนได้รับการรักษาว่าสามารถนำไขมันออกมาได้มากสุด ได้เท่าไหร่ เพื่อความปลอดภัยของรางกายด้วย *ไม่มีอาการบวมหรือฟกช้ำหลังการรักษา *ไม่เจ็บหรือน่ากลัว เพราะนวัตกรรมที่ทันสมัย ทำให้ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก

12.เสริมคาง

การเสริมคางเป็นการเสริมแต่งใบหน้าให้สมส่วน กลมกลืน ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่มีขนาดคาง ที่ไม่ได้สัดส่วน หรือคางถดถอยไปด้านหลังมากเกินไป ให้สวยงามได้รูปทรง เพราะรูปขนาดของคางนั้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถกำหนดมิติของใบหน้าส่วนล่างการเสริมคางเพื่อทำให้สามารถมองเห็นรูปคางได้อย่างชัดเจน ใบหน้าส่วนล่างก็จะแลดูมีมิติ และสมดุลสมบูรณ์ดี การเสริมคางจะใช้ซิลิโคนแท่ง วิธีนี้ใช้ในกรณีที่ต้องการเสริมน้อยหรือปานกลาง โดยทั่วๆไป อาจทำได้ 2 วิธี คือ การเปิดแผลในปาก หรือ การเปิดแผลภายนอก การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมคาง -คนไข้ไม่ควรอดอาหารและทานอาหารที่มีประโยชน์ ก่อนทำ อย่างน้อย 2 ชั่วโมง -คนไข้จำเป็นที่จะต้องงดอาหารเสริมหรือยาที่มีคุณสมบัติเรื่องของการแข็งตัวของเลือด จำพวกยาสเตียรอยด์ (NSAIDs) -คนไข้ควรแจ้งรายละเอียดให้แพทย์ทราบ ถึงยาและอาหารเสริมรวมไปถึงสมุนไพรที่ได้รับประทานอยู่ -หลังจากทำการศัลยกรรมเสริมคางแล้ว คนไข้จะไม่สามารถทานอะไรได้ช่วงนึง เพราะฉะนั้นก่อนทำควรทานอาหารให้อิ่มก่อนเข้ารับการศัลยกรรมเสริมคาง -คนไข้ควรจะแปรงฟัน บ้วนปาก ก่อนที่จะมารับการศัลยกรรมเสริมคาง การดูแลพักฟื้นหลังการทำศัลยกรรมเสริมคาง -หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ควรนอนให้ศีรษะสูง 2-3 วัน คนไข้สามารถนอนตะแคงศีรษะได้ ช่วยให้อาการบวมยุบได้ไว -หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ควรประคบเย็น 2-3 วัน การประคบเย็นจะช่วยให้อาการบวมยุบได้เร็วขึ้น -หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ควรรับประทานอาหารเหลวหรืออาหารอ่อนที่ไม่ต้องเคี้ยวมาก เพื่อลดการกระทบกระเทือนของบาดแผล -หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ควรบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก หรือน้ำเกลือทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร เพื่อไม่ให้เศษอาหารไปติดเกาะที่บริเวณปากแผล เพื่อป้องกันการติดเชื้ออักเสบในกรณีที่ช่องปากไม่สะอาด -หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางอาจมีอาการปวดบวมที่บริเวณแผลสามารถเกิดขึ้นได้ ในช่วงระยะเวลา 3-4 วัน แต่ถ้าหากรู้สึกปวดมากผิดปกติ ควรกลับไปปรึกษาแพทย์ทันที -หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ไม่ควรรับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด หรือดื่มแอลกอฮอล์ ควรงดสูบบุหรี่ 7 วัน (เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้ามาก เพราะจะทำให้มีอาการบวมมากขึ้น) -หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้สามารถแปรงฟันได้ แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้แปรงกระแทกบริเวณแผลคาง -หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ควรระมัดระวังการกระแทกบริเวณคาง เช่น นั่งเข่าดันคาง งดรับประทานอาหารที่จำเป็นต้องเคี้ยว การขยับกรามมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 สัปดาห์แรก (เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงกระแทกมากระทบซิลิโคนมากจนเกินไป จนทำให้ซิลิโคนอาจจะขยับก่อน ที่จะติดแน่น) ถ้าเผลอถูกกระแทกหรือมีการกระแทก ให้โทรติดต่อปรึกษาแพทย์ทันทีหลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 1 – 2 เดือน อาการบวมจะยุบลงและได้รูปร่างของคางใหม่โดยแท่งซิลิโคนจะเกาะติดแน่นกับ ขอบกระดูกและไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป

13.Fat Transfer

ความนิยมในการทำเทคนิคการเติมเต็มด้วยเนื้อเยื่อไขมันผสมเซลล์ได้รับ ความนิยมเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั้งในอเมริกา ยุโรป เกาหลีใต้และญี่ปุ่น การฉีดเติมเต็มด้วยไขมัน หรือ Fat Grafting เป็นวิธีการที่ศัลยแพทย์ทำกันมานานแล้ว โดยการดูดไขมันในส่วนของร่างกายที่มีไขมันมากและต้องการกำจัดออก เช่นจากบริเวณหน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก แล้วจึงนำมาฉีดกลับเข้าไปใหม่ยังส่วนบริเวณที่ต้องการเติมเต็ม เช่นในส่วนต่างๆ บนใบหน้า เติมเต็มหน้าอกให้อวบอิ่ม เป็นต้น ซึ่งมีข้อดีคือไขมันที่ได้เป็นของตัวคนไข้เองจึงไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปใน ร่างกาย ในการทำแต่ละครั้งสามารถฉีดไขมันได้ในปริมาณมากๆ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นธรรมชาติ แต่ข้อเสียของการทำ Fat Grafting ในอดีตคือไขมันที่ฉีดเข้าไปจะมีส่วนที่ตายเป็นจำนวนมาก ทำให้การกำหนดปริมาณและขนาดทำได้ยาก ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ดีเท่าที่ควร ด้วยวิวัฒนาการทางด้านศัลยกรรมความงามที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้การทำ Fat Grafting ได้ถูกพัฒนาเทคนิคและวิธีการ จนสามารถทำลายข้อจำกัดและข้อเสียของวิธีการแบบเดิมๆ ลงไปได้ นั่นก็คือกระบวนการในการเตรียมเซลล์ไขมันที่ดูดออกมา ให้มีสมรรถภาพและมีความพร้อมที่จะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวขึ้น ทำให้หลังฉีดไปแล้วไขมันมีการตายน้อยลง แพทย์จึงสามารถประเมินผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างชัดเจน หลักการของ Fat Grafting : The New Regenerativetive filler พุงหาย อกมา หน้าเด้ง เป็นการย้ายตำแหน่งไขมันจากบริเวณที่ไม่ต้องการ เช่น หน้าท้อง ต้นขา มาเติมเต็มในส่วนที่บกพร่องเช่นบริเวณใบหน้า เช่น ร่องแก้ม รอยใต้ตา บริเวณรอบดวงตา เบ้าตาที่ลึกโบ๋ เนื่องจากไขมันบางส่วนที่หายไป ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบดวงตาลดลงเนื่องจากพังผืดที่ยึดบริเวณรอบดวงตา มีการหย่อน ทำให้เกิดร่องลึกลงไปเรื่อยๆ เหล่านี้เป็นต้น ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ปัญหาของการทำ Fat Grafting ในอดีตคือ การที่ดูดไขมันออกมาแล้วฉีดกลับเข้าไปเลย บางครั้งฉีดไปแล้วหายหมด หรือถ้าไขมันเป็นเม็ดใหญ่หลังทำไปแล้วอาจเห็นเป็นก้อนขึ้นมาเป็นจุดๆ ด้วยเหตุนี้เองจึงได้มีการพัฒนากรรมวิธีที่จะมาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว นั่นก็คือการนำไขมันมาผ่านกระบวนการปั่นแยก เพื่อแยกส่วนผสมของไขมันที่ดูดออกมาออกจากกัน Fat Transfer สามารถแก้ไขปัญหาได้หลายจุด • เติมเต็มบริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกายให้อวบอิ่ม เช่นบริเวณขมับ ร่องแก้ม ใต้ตา รอบดวงตา มุมคาง หน้าผาก เต้านม ฯลฯ • ฟื้นฟูสภาพผิวพรรณที่เสื่อมลง • เติมเต็มบริเวณหลังมือ • เติมเต็มร่องรอยความไม่เรียบหลังการดูดไขมัน ฯลฯ ข้อดีของวิธีการนี้ • ไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย • ไขมันที่ฉีดเข้าไปและเหลืออยู่หลังจากผ่านไป 6 เดือนจะอยู่ได้ถาวร • ผลลัพธ์ที่ได้ดูเป็นธรรมชาติ • สามารถเติมเต็มไขมันได้ในปริมาณมากในการทำแต่ละครั้ง (อาจทำสองถึงสามครั้ง) • ไขมันเป็นฟิลเลอร์ที่มีชีวิตสามารถฟื้นฟูสภาพความมีชีวิตชีวาของผิวหน้าได้เพราะไขมันมีสเต็มเซลล์ไขมันปนอยู่ ข้อเสีย • ไม่สามารถทำในคนที่ผอมมากๆ • แม้ว่าผลการเติมเต็มไขมันจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่ยังมีการสลายตัวบางส่วน ปริมาณการสลายตัวของไขมันนั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับธรรมชาติแต่ละคน และในแต่ละตำแหน่งของร่างกายที่ตอบสนองแตกต่างกัน การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา 1. คนไข้อาจต้องพักฟื้นในช่วง 1- 3 สัปดาห์หลังทำ 2. งดวิตามิน อาหารเสริม ยาบำรุง และยาต้านเกร็ดเลือดทุกชนิด ไม่ต่ำกว่า 1สัปดาห์ การดูแลตัวเองหลังเข้ารับการรักษา หลังเข้ารับการรักษาควรมีการประคบเย็น 48-72 ชั่วโมง เพื่อลดอาการบวมและอาการเขียวช้ำ ช่วงแรกอาจจะยังคลำเจอไขมัน และไม่ค่อยเรียบเนียนนัก คนไข้ยังไม่ต้องกังวล แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำ ซึ่งอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น โดย 1- 3 สัปดาห์หลังทำ เพราะจะมีการบวม มีรอยเขียวช้ำ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรก และจะเริ่มดีขึ้นในอาทิตย์ที่ 3-4 ซึ่งใบหน้าจะดูเข้ารูปมากขึ้น เห็นความอ่อนเยาว์ชัดเจนขึ้น ปัญหาที่อาจพบได้ และข้อพึงระวัง ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในการทำ Fat Grafting ถ้าเทียบกับการศัลยกรรมทั่วไป (Open Surgery) ถือว่าน้อยมาก

SiriWellness Center @ Copyright 2017